ดูดไขมันเหนียง ข้อดี ข้อเสียมีอะไรบ้าง ทำแล้วมีผลข้างเคียงไหม ?

การมีไขมันสะสมใต้คางหรือที่เรียกกันว่า “เหนียง” เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำลายความมั่นใจของใครหลายคน เพราะทำให้ใบหน้าดูอวบอิ่ม ดูมีคางสองชั้น (Double Chin) จนทำให้กรอบหน้าบดบังและดูหน้ากลมกว่าความเป็นจริง ที่สำคัญไขมันบริเวณนี้มักเป็นจุดที่ลดยากที่สุด แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายจนน้ำหนักตัวลดลงแล้วก็ตาม ทำให้การ “ดูดไขมันเหนียง” กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวชัดอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานพยาบาล การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องของข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์หลังทำคุ้มค่าและปลอดภัยต่อร่างกายมากที่สุด

ทำความเข้าใจการ "ดูดไขมันเหนียง" คืออะไร ?

การดูดไขมันเหนียง (Submental Liposuction) คือหัตถการทางการแพทย์ที่เป็นการศัลยกรรมขนาดเล็กเพื่อกำจัดเนื้อเยื่อไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่บริเวณใต้คาง ใต้ขากรรไกร และแนวกรอบหน้า โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีท่อดูดขนาดเล็กพิเศษ (Micro Cannula) สอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังผ่านแผลเปิดขนาดประมาณ 0.2 – 0.3 เซนติเมตร ซึ่งจะซ่อนอยู่ตามมุมอับของใบหน้า เช่น รอยพับใต้คาง หรือบริเวณใต้ติ่งหูทั้งสองข้าง

กลไกของการดูดไขมันคือการแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อรอบข้าง จากนั้นจึงใช้แรงดูดสุญญากาศนำไขมันเหล่านั้นออกจากร่างกายอย่างนุ่มนวล วิธีนี้ไม่ใช่การลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วน แต่เป็นการ “ปรับสัดส่วนเฉพาะจุด” เพื่อให้ผิวหนังแนบสนิทไปกับโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกขากรรไกร ส่งผลให้ใบหน้าช่วงล่างดูเพรียวและมีมิติชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อดีของการดูดไขมันเหนียง

เหตุผลที่ทำให้การดูดไขมันเหนียงกลายเป็นหัตถการยอดฮิต มีดังนี้

  • เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงชัดเจน: สามารถกำจัดก้อนไขมันส่วนเกินออกไปได้ในปริมาณมากภายในครั้งเดียว แตกต่างจากการฉีดสลายไขมันที่ต้องรอให้ร่างกายค่อยๆ ขับออก
  • ปรับกรอบหน้าให้มีมิติ (Jawline Definition): ช่วยเน้นแนวขากรรไกรให้คมชัดขึ้น เปลี่ยนหน้ากลมให้ดูเป็นวีเชฟ (V-Shape) ถ่ายรูปมุมไหนก็รอดโดยไม่ต้องคอยเอียงหามุม
  • แผลเล็กมากและซ่อนรอยแผลเป็นได้ดี: ท่อดูดขนาดเล็กทำให้รอยแผลมีขนาดเท่ารูเข็ม ประกอบกับการซ่อนแผลในรอยพับตามธรรมชาติ ทำให้เมื่อแผลหายดีแล้วแทบมองไม่เห็น
  • ผลลัพธ์กึ่งถาวร: เนื่องจากเป็นการเอาเซลล์ไขมันออกจากร่างกายโดยตรง เซลล์เหล่านั้นจะไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีก (เว้นแต่จะมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างรุนแรงจนเซลล์ที่เหลืออยู่ขยายใหญ่ขึ้น)
  • เจ็บน้อยและไม่ต้องดมยาสลบตัวเต็ม: ส่วนใหญ่สามารถทำได้ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะจุด หรือการใช้ยานอนหลับชนิดตื้น ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไว

ข้อเสียและข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

แม้จะเป็นวิธีที่เห็นผลไว แต่การดูดไขมันเหนียงก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

  • ไม่สามารถแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากอายุได้: หากเหนียงเกิดจากผิวหนังที่ขาดความยืดหยุ่นหรือกล้ามเนื้อคางหย่อนยานตามวัย การดูดไขมันออกเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผิวบริเวณนั้นดูเหี่ยว ย้วย หรือเป็นถุงพับมากกว่าเดิม
  • ความจำเป็นในการใส่ผ้ารัดหน้า: หลังทำเสร็จคนไข้จะต้องมีวินัยในการใส่ผ้ารัดใบหน้าอย่างเคร่งครัดตามช่วงเวลาที่แพทย์กำหนด หากไม่มีวินัย ผิวจะไม่แนบสนิทและอาจเกิดพังผืดใต้ผิวได้
  • มีช่วงเวลาบวมช้ำ (Downtime): แม้จะเป็นแผลเล็ก แต่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังจะเกิดการบาดเจ็บ ทำให้ต้องเผชิญกับอาการบวม ช้ำ และตึงผิวอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง: มีราคาสูงกว่าหัตถการประเภทฉีดเมโสแฟตหรือการใช้เครื่องยกกระชับทั่วไป เนื่องจากต้องทำในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน

เปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสียของการดูดไขมันเหนียง

ข้อดีของการดูดไขมันเหนียง ข้อเสียและข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ
กำจัดไขมันออกได้ทันทีในครั้งเดียว เห็นผลชัดเจน
ไม่ช่วยแก้ปัญหาเหนียงที่เกิดจากผิวหนังหย่อนคล้อยตามวัย
เซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะไม่กลับมาเติบโตอีก
จำเป็นต้องใส่ผ้ารัดหน้าตลอดเวลาในช่วงสัปดาห์แรก
แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ซ่อนตามจุดพับธรรมชาติ
มีอาการบวมช้ำใต้คางและกรอบหน้าประมาณ 7-14 วัน
ช่วยสร้างกรอบหน้าคมชัด ปรับมิติใบหน้าให้เรียวสวย
มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่าการทำหัตถการกลุ่มไม่ต้องผ่าตัด

ผลข้างเคียงและอาการที่อาจเกิดขึ้นหลังดูดไขมันเหนียง

การทำหัตถการทุกประเภทมีความเสี่ยง ผลข้างเคียงจากการดูดไขมันเหนียงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ผลข้างเคียงปกติ (เกิดขึ้นได้ชั่วคราวและหายได้เอง)

  • อาการระบม บวม และรอยเขียวช้ำ: เกิดจากการฉีดยาชา การสลายไขมัน และการสอดท่อดูด ซึ่งจะระบมมากที่สุดในวันที่ 2-3 หลังทำ จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์
  • อาการชาหรือความรู้สึกเพี้ยนใต้คาง: เส้นประสาทฝอยส่วนปลายอาจได้รับความกระทบกระเทือนชั่วคราว ทำให้รู้สึกตึงๆ ชาๆ หรือยิบๆ เวลาสัมผัส อาการนี้จะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับเป็นปกติใน 1-3 เดือน

2. ผลข้างเคียงที่ผิดปกติ (มักเกิดจากความไม่ชำนาญหรือการดูแลแผลไม่ดี)

  • ผิวเป็นคลื่น ขรุขระ หรือบุ๋มลงไป: เกิดจากแพทย์ดูดไขมันออกไม่สม่ำเสมอ หรือดูดไขมันในชั้นที่ตื้นเกินไปจนติดผิวหนัง รวมถึงการไม่ใส่ผ้ารัดหน้าเพื่อกดผิวให้เรียบเนียน
  • การติดเชื้อของแผลผ่าตัด: เกิดจากรักษาสุขอนามัยไม่ดี แผลโดนน้ำ หรือเครื่องมือผ่าตัดไม่ได้มาตรฐาน
  • มุมปากตกหรือยิ้มเบี้ยวชั่วคราว: หากท่อดูดไปโดนเส้นประสาทหลักที่ควบคุมกล้ามเนื้อมุมปาก ซึ่งพบได้น้อยมากหากทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคใบหน้า

วิธีการดูดไขมันเหนียง มีแบบไหนบ้าง?

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการดูดไขมันเหนียงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการกระชับผิว โดยเทคนิคหลักๆ ที่นิยมใช้ มีดังนี้

  1. Mini Lipo (Mini Liposuction): เทคนิคยอดนิยมสำหรับการปรับรูปหน้าและลดเหนียงโดยเฉพาะ เป็นการดูดไขมันขนาดเล็กที่เน้นกำจัดไขมันเฉพาะจุดในปริมาณน้อยถึงปานกลางอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยใช้ท่อดูดขนาดเล็กพิเศษระดับไมโคร (Micro Cannula) ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างบอบช้ำน้อยมาก ผิวเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น และฟื้นตัวได้ไวที่สุด
  2. PAL (Power-Assisted Liposuction): ใช้แรงสั่นสะเทือนความถี่สูงจากปลายท่อดูดในการแยกเซลล์ไขมันให้แตกตัวออกจากกัน ข้อดีคือแพทย์ไม่ต้องใช้แรงกระแทกซ้ำๆ ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างบอบช้ำน้อย แผลหายไว และดูดไขมันได้ละเอียด
  3. VASER (Ultrasound-Assisted Liposuction): ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ไปเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อหลอมละลายไขมันให้กลายเป็นของเหลวก่อนดึงออก เหมาะสำหรับเคสที่มีไขมันหนาแน่นและแน่นตึง
  4. Laser / Radiofrequency (RF) Liposuction: เป็นการใช้พลังงานเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุช่วยสลายไขมัน จุดเด่นของเทคนิคกลุ่มนี้คือความร้อนที่เกิดขึ้นจะช่วยกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิวไปในตัว ช่วยป้องกันปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังดูดไขมันได้ดี

ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการดูดไขมันเหนียง

เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน คนไข้ควรเตรียมตัวล่วงหน้าดังนี้

  • แจ้งประวัติการแพทย์อย่างละเอียด: ต้องแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา รวมถึงยาและอาหารเสริมที่กำลังรับประทานอยู่ให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน
  • งดยากลุ่มที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด: งดรับประทานยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี น้ำมันปลา (Fish Oil) สารสกัดจากแปะก๊วย และโสม อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ เนื่องจากทำให้เลือดหยุดไหลยากและเพิ่มอาการบวมช้ำ
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะแอลกอฮอล์และนิโคตินจะส่งผลให้แผลหายช้าลงและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • เตรียมร่างกายและเสื้อผ้า: นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ในวันผ่าตัดควรสวมเสื้อเชิ้ตแบบมีกระดุมหน้าเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังทำ โดยไม่ให้คอเสื้อไปครูดกับแผลใต้คาง

การดูแลตัวเองหลังดูดไขมันเหนียงอย่างถูกวิธี

ผลลัพธ์หลังการดูดไขมันเหนียงจะออกมาสวยงามเรียบเนียนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้หลังผ่าตัดสูงถึง 50% โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้

  • การสวมผ้ารัดหน้า (Facial Compression Garment): ในช่วง 3-7 วันแรกจำเป็นต้องสวมผ้ารัดหน้าไว้ตลอด 24 ชั่วโมง (ถอดออกเฉพาะตอนอาบน้ำและทำความสะอาดแผล) หลังจากนั้นให้สวมอย่างน้อยวันละ 10-12 ชั่วโมงต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน เพื่อกดเนื้อผิวให้แนบสนิทและลดพื้นที่ว่างใต้ผิวไม่ให้เกิดผังผืด
  • การประคบเพื่อลดอาการบวม: ประคบเย็นบริเวณรอบๆ ใต้คางและแก้มในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวมและห้ามเลือด จากนั้นในวันที่ 3 เป็นต้นไปให้เปลี่ยนเป็นประคบอุ่นเพื่อเร่งการสลายตัวของรอยเขียวช้ำและก้อนไตแข็งๆ ใต้ผิว
  • ดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งและสะอาด: ห้ามให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม (ปกติแพทย์จะนัดตัดไหมใน 7 วัน) ทำความสะอาดแผลด้วยการใช้สำลีชุบน้ำเกลือทางการแพทย์เช็ดเบาๆ และทายาฆ่าเชื้อตามที่สถานพยาบาลจัดให้
  • ปรับท่านอน: ควรนอนหงายและหนุนหมอนให้ศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อช่วยระบายของเหลวและลดอาการบวมที่ใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงอาหารแสลง: งดอาหารหมักดอง อาหารรสจัด อาหารทะเล และแอลกอฮอล์ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันการอักเสบและอาการบวมซ้ำ

ปรับรูปหน้าเรียวสวย กรอบหน้าคมชัด ปลอดภัย ด้วยเทคนิค Mini Liposuction ที่ W Plastic Surgery Hospital

สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาคางสองชั้น หน้ากลม และต้องการันตีความปลอดภัยพร้อมผลลัพธ์ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ การเลือกดูดไขมันเหนียงด้วยเทคนิคMini Lipo ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดับเบิ้ลยู (W Plastic Surgery Hospital) คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด

เราพร้อมเนรมิตกรอบหน้าใหม่ให้คมชัดและเรียวสวย ด้วยมาตรฐานโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งระดับสากล

  • ดูแลโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง: ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคใบหน้า ประเมินและออกแบบโครงสร้างกรอบหน้าแบบเคสต่อเคส (Customized Contour) เหลาไล่ระดับชั้นไขมันอย่างแม่นยำ ผิวจึงเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น
  • เทคนิค Mini Lipo ที่บอบช้ำน้อยที่สุด: ใช้ท่อดูดขนาดเล็กพิเศษระดับไมโคร แผลเล็กเท่ารูเข็ม ซ่อนแผลเนียนไปกับรอยพับธรรมชาติ ช่วยลดอาการบวมช้ำ ทำให้ฟื้นตัวได้ไว ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน
  • ความปลอดภัยระดับมาตรฐานโรงพยาบาล: ทำหัตถการในห้องผ่าตัดที่ทันสมัย ระบบควบคุมความสะอาดและปลอดเชื้อ 100% พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิสัญญีแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอดขั้นตอน

โปรแกรมดูดไขมันเหนียงและกรอบหน้า (Mini Liposuction)

ราคาเริ่มต้น XX,XXX บาท

มั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัยสูงสุด

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูดไขมันเหนียง

Q1: ดูดไขมันเหนียงเจ็บมากไหม ตอนทำรู้สึกอย่างไร?

ระหว่างขั้นตอนการทำผ่าตัด แพทย์จะมีการบริหารยาชาเฉพาะจุดหรือใช้วิธีการให้ยาระงับความรู้สึกอย่างเหมาะสม ทำให้ในขณะที่ทำหัตถการคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเลย หลังจากทำเสร็จและยาชาหมดฤทธิ์ อาการจะไม่ได้เจ็บปวดรุนแรง แต่จะรู้สึกตึง ระบม และระบมผิวคล้ายกับมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้อย่างต่อเนื่อง

Q2: หลังดูดไขมันเหนียงต้องพักฟื้นกี่วัน และไปทำงานได้เมื่อไหร่?

โดยทั่วไปแนะนำให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ประมาณ 1-3 วันแรกหลังการทำผ่าตัด เนื่องจากเป็นช่วงที่ใบหน้าจะบวมมากที่สุดและจำเป็นต้องใส่ผ้ารัดหน้าไว้ตลอดเวลา หลังจากผ่านไป 3 วัน หากแผลแห้งดีและอาการระบมลดลง ก็สามารถออกไปทำงาน ไปเรียน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยสามารถสวมผ้ารัดหน้าควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยลดบวมให้เร็วขึ้น

Q3: ดูดไขมันออกไปแล้ว ผิวใต้คางจะย้วยหรือหย่อนคล้อยกลายเป็นถุงไหม?

หากเป็นผู้ที่มีอายุน้อยและมีความยืดหยุ่นของผิวที่ดี ผิวหนังจะสามารถหดกลับเข้าที่และแนบสนิทไปกับโครงสร้างกรอบหน้าใหม่ได้เองหลังจากไขมันหายไป โดยมีผ้ารัดหน้าเป็นตัวช่วยล็อกทรง แต่สำหรับผู้ที่อายุมากหรือมีภาวะผิวหย่อนคล้อยอยู่ก่อนแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ทำหัตถการยกกระชับผิวร่วมด้วย (เช่น การทำเครื่องยกกระชับ หรือการร้อยไหม) เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวห้อยย้วยหลังทำ

Q4: แผลดูดไขมันเหนียงอยู่บริเวณไหน จะกลายเป็นรอยแผลเป็นที่เด่นชัดไหม?

ตำแหน่งของแผลเปิดจะอยู่บริเวณใต้คางตรงรอยพับตามธรรมชาติ 1 จุด และบริเวณใต้ติ่งหูทั้งสองข้างข้างละ 1 จุด รอยแผลมีขนาดเล็กมากเพียง 2-3 มิลลิเมตรเท่านั้น ในช่วง 1-3 เดือนแรกแผลอาจเห็นเป็นรอยแดงชมพูจางๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแผลจะค่อยๆ ปรับสภาพเรียบเนียนและสีจางลงจนกลมกลืนไปกับผิวธรรมชาติ ซึ่งการทายาลดรอยแผลเป็นหลังจากตัดไหมจะช่วยให้รอยจางไวขึ้น

Q5: การดูดไขมันเหนียง แตกต่างจากการฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) อย่างไร?

การฉีดเมโสแฟตเป็นการใช้ตัวยาฉีดเข้าไปเพื่อทำให้เซลล์ไขมันฝ่อตัวลงชั่วคราว เหมาะสำหรับคนที่มีปริมาณไขมันน้อยและต้องทำซ้ำหลายครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ส่วนการดูดไขมันเหนียงเป็นการใช้เครื่องมือเข้าไปดึงเอาเซลล์ไขมันออกมาจากร่างกายโดยตรง จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนกว่าตั้งแต่ครั้งแรก และให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าในรายที่มีปัญหาไขมันสะสมปริมาณปานกลางถึงมาก



Q6: หลังดูดไขมันเหนียงแล้ว ทำไมคลำดูแล้วรู้สึกเป็นก้อนไตแข็งๆ ใต้ผิว?

การเกิดก้อนไตแข็งๆ หรือเนื้อเยื่อตึงหนาใต้ผิวหลังการดูดไขมัน เป็นกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติของร่างกายที่กำลังสร้างผังผืด (Fibrosis) เพื่อดึงรั้งผิวให้เข้าที่ อาการนี้ไม่ได้เป็นอันตรายและจะค่อยๆ นิ่มลงและหายไปเองภายในเวลา 1-3 เดือน การประคบอุ่นหลังผ่านสัปดาห์แรกและการนวดเบาๆ ตามที่แพทย์แนะนำจะช่วยให้ก้อนไตสลายตัวได้เร็วขึ้น

Q7: ใครบ้างที่มีข้อห้าม หรือไม่ควรเข้ารับการดูดไขมันเหนียง?

ผู้ที่ไม่ควรเข้ารับการดูดไขมันเหนียง ได้แก่ สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤต โรคเบาหวานที่ส่งผลให้แผลหายยาก หรือผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำและมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด รวมถึงผู้ที่มีการติดเชื้อหรือมีแผลอักเสบรุนแรงบริเวณใบหน้าและลำคอ

Q8: หากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต เหนียงจะกลับมาหนาเท่าเดิมไหม?

เซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกไปแล้วจะหายไปเลยอย่างถาวรและไม่สามารถเพิ่มจำนวนกลับมาใหม่ได้ ดังนั้นหากน้ำหนักตัวขึ้นเล็กน้อย ไขมันจะไม่งอกใหม่ที่เดิม แต่หากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก (เช่น เพิ่มขึ้น 5-10 กิโลกรัมขึ้นไป) เซลล์ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยรอบๆ บริเวณนั้นสามารถขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นได้ จึงแนะนำให้ควบคุมอาหารและดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด

บทความอื่นๆ

Scroll to Top